Calendar
 
 

<< December >>

S

M

T

W

T

F

S

30 

2 

10 

11 

12 

13 

14 

15 

16 

17 

18 

19 

20 

21 

22 

23 

24 

25 

26 

27 

28 

29 

30 

31 

<< 2008>>

 
 
Diary Update
 
 
ค่ายรักการอ่าน (น่าจะ) ครั้งที่ 6
สอบเสร็จแว้วววว....
เฮ้ออ
ความสูญเสีย
...ซบไหล่...
สรุปคะแนนสอบคับ
กลับสู่ภาวะปกติ/...ขลุ่ย...
...
สอบๆ - ค่ายๆ
งองแง
ซึง
อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม
Linkin Park Live In Bangkok
6.1...
เฮ้อออ
ง่า...
สรุปผลการสอบ
^-^
เที่ยวๆ
เซ็งนิดๆ / ...เกิดมาเพื่ออะไร?...
อะแฮ่มๆ
เปิดเทอมๆ
อยู่ไปวันๆ
ไป รร
เฮ้อ...
ใครสักคน/paradox
ความเหงา5 (จบ)
ความเหงา4
ความเหงา3
ความเหงา2
ความเหงา1

 
 
Favourites Diary
 
 
 
 











 

อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม
รู้สึกอยากเขียน
 
แต่นึกเรื่องเขียนไม่ออก
 
จะเขียนแนวเครียดๆก็กะไรอยู่
 
อ่า...
 
เล่าที่ไปเที่ยวให้ฟังดีกว่า
 
เมื่อสัก 2-3 อาทิตย์ที่แล้ว ไปอุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยามมา
 
ที่ตั้งก็  อ.บางแพ  จ.ราชบุรี
 
พอถึงแยกบางแพก็เลี้ยวเข้าไปทาง อ.บางแพ มองป้ายทางขวามือไว้
 
ไม่กี่อึดใจก็ถึง
 
(แต่เราวนไปมาหลายรอบมาก เพราะขับเลย)
 
วันนั้นก็ไปกะป๊า แค่ 2 คน
 
ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่คนละ 50 บาท
 
เด็ก เท่าไหร่ไม่รู้ จำไม่ได้
 
เดินเข้าไป  ทุกๆจุดจะมีพนักงานแนะนำอยู่ด้านหน้าอาคาร
 
อาคารแรก  เป็นอาคารแสดงหุ่นขี้ผึ้งของบุคคลสำคัญ
 
เช่น  สืบ  นาคะเสถียร  ประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตุง  ศิลปินแห่งชาติ
 
ท่านสัญญา  ธรรมศักดิ์  ฯลฯ
 
มีอีกอ่ะ  จำไม่ได้แล้ว
 
เค้าทำละเอียดมากๆเลยอ่ะ  มีขนตาด้วย
 
แม้แต่รอยผิวหนัง  รอยฝ้า  ตีนกา
 
ฮืม..ละเอียดจริงๆ
 
พ่อบอกว่า  คนที่เป็นเจ้าของอุทยานเนี้ย เป็นคนเดียวกับที่พุทธมนฑล
 
เค้าเป็นคนปั้นเองกับมือเลยทีเดียว
 
เค้าเป็นคนที่มาจากเมืองจีน มาตั้งถิ่นฐานที่นี่ โตที่นี่
 
พ่อบอกว่า ที่เค้ามาทำอุทยานหุ่นขี้ผึ้งที่นี่ เพราะเป็นที่ของเค้าเอง
 
ส่วนที่พุทธมณฑล เค้าเช่า
 
นอกจากอาคารแรกที่แสดงหุ่นขี้ผึ้งที่เป็นบุคคลสำคัญ
 
พร้อมประวัติและผลงาน
 
 
จุดต่อมา เป็นลานพระพุทธรูปสามสมัย
 
มีสมัยอยุธยา  สุโขทัย  และเชียงแสน(ล้านนา)
 
พร้อมมีเขียนอธิบายรายละเอียดของพระพุทธรูสมัยนั้นๆ
 
เค้าทำบริเวณนั้นๆ จำลองของจริงเลยก็ว่าได้
 
ประมาณว่า ก่อกำแพงด้วยอิฐสีแดง ที่มีตะไคร่ขึ้นด้วยนะ
 
ฮุๆ ดูขลังดีอ่ะ
 
 
 
ถัดจากนั้น เดินมาเรื่อยๆ  จะเป็นถ้ำที่แสดงพระเวสสันดรชาดก
 
(เรื่องชูชกอ่ะ)
 
ตั้งแต่ต้นเรื่อง เป็นฉากๆ จนฉากสุดท้ายที่ชูชกท้องแตกตาย
 
(เห็นไส้ด้วยแหละ เฮอะๆ)
 
เอ้อ  ฉากตอนที่ชูชกกำลังกินอ่ะ  ทำไก่ต้มเหมือนของจริงมากๆอ่ะ
 
มีมันๆเคลือบหนังไก่ เหมือนของจริงเลย
 
อดใจเอามือเอื้อมไปจับไม่ไหวเลยทีเดียว
 
 
 
จุดต่อไป  เป็นหุ่นขี้ผึ้งพระสงฆ์ที่เป็นที่เคารพนับถือ
 
เช่น สมเด็นพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)  หลวงปู่มั่น  หลวงปู่แหวน  หลวงปู่ทวด  ฯลฯ
 
ก่อนเดินถึงจุดนี้ มีบริการจำหน่ายน้ำดื่มสมุนไพร แก้วละไม่แพงด้วย
 
10 บาทเองมั้ง  อร่อยมากเลยอ่ะ  ไม่หวานเกินไป เรากินเก๊กฮวย
 
พ่อกินตะไคร้  ตะไคร้เป็นตะไคร้จริงๆ หอมมากๆ อร่อยๆ
 
ฮุๆ  ต่อๆ
 
กุฏิแยกเป็นของภาคต่างๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง  ภาคอีสาน  ภาคใต้
 
แต่ละภาค จัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งพระสงฆ์ในกุฏิ กุฏิละ 2 องค์
 
และหลังสุดท้าย รวบรวม เอ่อ ประมาณว่าเกจิอาจารย์ ประมาณนั้นล่ะมั้งง
 
(ขออภัย ครั้งหน้าจะเก็บรายละเอียดให้ดี --")
 
 
 
ถัดจากนั้น  เป็นจุดเรือนไทยสี่ภาค
 
แต่ละภาค ลักษณะก็ต่างกันไป
 
ส่วนใหญ่ที่เราเห็นกันในละคร เป็นเรือนไทยภาคกลางนะ
 
จุดที่คล้ายๆกัน ก็คือ  เป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูง
 
มีห้องครัวที่แยกเป็นสัดส่วน
 
มีบริเวณชานเรือน(เป็นบริเวณกว้างๆ)ไว้นั่งเล่น หรือรับแขก
 
ลักษณะเหล่านี้ เป็นบ้านที่เหมาะสมกับลักษณะทางภูมิศาสตร์ของไทย
 
บ้านโปร่ง  เหมาะกับอากาศเมืองร้อน  ใต้ถุงสูง  เพื่อประโยชน์ใช้สอย
 
(กันน้ำท่วมด้วยรึเปล่าไม่แน่ใจ)
 
เราชอบมากๆเลยอ่ะ บ้านแบบนี้อ่ะ
 
บางที เราก็คิดว่า คนไทยรับวัฒนธรรมตะวันตกมามากเกินไป
 
สร้างบ้านแบบตะวันตก  สุดท้ายก็ต้องติดแอร์ 
 
เพราะบ้านแบบตะวันตกเหมาะกับอากาศเมืองหนาว
 
เมื่อไหร่คนไทยจะเป็น "ไท" จริงๆซะทีก็ไม่รู้
 
ติด "บ่วง" ตะวันตกอยู่ร่ำไป
 
 
มาเดินกันต่อ
 
ถัดจากนั้น ก็เป็นการชมวิวละนะ
 
ข้ามสะพานข้ามลำน้ำเล็กๆ  มองกลับมาจะเห็นน้ำตกสวยงาม
 
ถ้ำชูชกน่ะ  เค้าสร้างให้เป็นภูเขาที่มีถ้ำ  น้ำตก ก็คือน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขานั้นแหละ
 
ตอนออกจากถ้ำ จะเห็นน้ำที่ตกลงมาจากด้านใน
 
แต่จากตรงนี้ จะเห็นน้ำตก สวยทีเดียว
 
บรรยากาศโดยรวบก็ร่มรื่น  เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์
 
แต่ละต้น จะมีชื่อต้นไม้เขียนไว้ตลอดทาง
 
 
 
มีร้านค้าอีกร้าน ร้านนี้เป็นประมาณร้านกาแฟอ่ะ
 
มีไอติมด้วย  เป็นไอติมรสชาติไทยๆอ่ะ
 
เรากินนมขนุน  ^^ อร่อยอีกแล้ว  มีเนื้อขนุน อิอิ ชอบๆ
 
เดินไปเรื่อยๆก็จะเจอ ลานพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
 
แล้วก็เดินชมวิวไปเรื่อยๆ  ก่อนจะถึงทางออก
 
 
 
คุ้มมากๆ ที่มาที่นี่  เรามั่นใจเลยอ่ะ ว่าเราจะไปอีก
 
บรรยากาศดีมากๆจริงๆ วันนึงทั้งวัน อยู่ที่นี่ได้เลย
 
ส่วนที่อยู่ภายในอาคาร กุฏิพระสงฆ์  บ้านเรือนไทย ติดแอร์หมดนะคะ
 
ไม่ร้อนอ่ะ  อยู่ได้เรื่อยๆ
 
ตรงส่วนที่เป็นร้านค้าภายใน ก็ทำด้วยไม้  รู้สึกย้อนยุคได้จริงๆ
 
 
 
ออกมาจากทางเข้าชมด้านใน
 
ด้านหน้า มีร้านอาหาร ข้าวราดแกงในราคาปกติ กับอย่างเดียว 15 เอง
 
ถูกมาก หลังจากมาอยู่กรุงเทพฯ ซะหลายเดือน
 
เราไม่ได้เข้าไปชิมรสชาติ เพราะว่ากินข้าวมาแล้ว
 
ร้านที่เราเข้าคือ ร้านขายของ OTOP
 
พ่อบอกว่า ลูกสาวคนที่ตั้งอุทยานอ่ะ เป็นคนมาติดต่อเรื่องสินค้ากับพ่อ
 
แล้วพ่อก็ประสานงานต่ออ่ะมั้ง  ไม่รู้เหมือนกัน
 
เอาเป็นว่า ในส่วนนี้ก็ทำให้เราเสียเวลาเดินดูของอีก อิอิ
 
เจอของกินอีกแล้ว  เสียตังค์(ป๊า) อีกเช่นเคย ^^"
 
อร่อยอ่ะ  ขนมพวกเนี้ย ไม่ต้องใส่มอนอโซเดียมกลูตาเมตเหมือนขนมห่อๆทั่วไปก็อร่อยแล้ว
 
แล้วก็ซื้อสบู่สมุนไพรมา  ครีมล้างหน้าสมุนไพร  สองอย่างนี้ของอภัยภูเบศ
 
แล้วป๊าก็ซื้อยาอมแก้ไอ(ทำจากสมุนไพรเช่นกัน)ไว้ให้ย่าด้วย
 
^^
 
 
อยากไปอีกอ่ะ
 
เสียดายมากที่ไม่ได้เอากล้องไป
 
ตอนที่เราไปเค้ายังทำไม่เสร็จดี  ยังมีบริเวณที่ต่อเติมอยู่
 
เสร็จเมื่อไหร่ เราจะไปให้ได้เลย ฮุๆ
 
 
 
ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก : http://www.scppark.com/
 
 
 
อยากเที่ยวบ่อยๆจัง  ^-^
 
ใครก็ได้ พาหนูไปที!!
 
 
 
-------
 
 
 
Posted on Sun 2 Dec 2007 3:00


I used to go there ka. It's pretty nice.
   
Sun 2 Dec 2007 5:52 [1]



Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกตัวเลขก่อนส่ง
 
 
 
The best template from http://www.oblog.cn